สิงหาคม 10th, 2009วันแม่-เทิดทูน แม่…ผู้เป็นชาวนากัดก้อนเกลือส่งลูกเรียน???
เทิดทูน แม่…ผู้เป็นชาวนากัดก้อนเกลือส่งลูกเรียน???
| วันก่อนเห็นมหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศรายชื่อ “แม่ผู้ยากลำบาก” ในการหาเงินหาทองมาส่งเสียลูกให้ได้เรียนหนังสือจนประสบความสำเร็จ และเขาก็เฟ้นหาแม่ผู้ทำหน้าที่อย่างนี้มาต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว ในโอกาสวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ดี จะได้เป็นกำลังใจสำหรับ “แม่” ผู้เสียสละ แม้กระทั้งความสุขของต้องตัวเอง แม่ทำได้อย่างเพื่อ ผู้ที่ถูกเรียกว่า “ลูก” ………………………………….
เห็นเขาเฟ้นหาแม่ผู้ยากลำบาก ก็นึกถึงแม่ครับ ผมหลับตานึกถึงภาพในอดีต เมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว ในฐานะครอบครัวชาวนาคนหนึ่ง ก็เห็นภาพของครอบครัวผม ที่แม่ต้องตื่นแต่เช้าพร้อมๆกับพี่สาว เช้าประมาณตี4-5 เพื่อหุง ข้าว ทำกับข้าว พ่อก็ไปเตรียมแอก / คันไถ เอาวัวออกจากคอก และเร่งรีบเดินทางไปทำนา พร้อมข้าวห่อ สำหรับอาหารมื้อเที่ยง เริ่มตั้งแต่ย่างเข้าหน้าฝน (หลังแรกนาขวัญ) ไปแล้ว ดินพอเหมาะสำหรับการไถหว่าน พวกเราพ่อ แม่ลูก ก็จะไปช่วยกันไถหว่าน และไถแปร ดายหญ้าที่ขึ้นรกเต็มนา ไม่ใช่ลูกชาวนาก็ไม่รู้หรอกครับว่า ไถหว่าน ไถแปร หรือไถดะ เป็นอย่างไร แต่มีเพลง “รอยไถแปร” ที่หลายคนร้องได้ โดยไม่รู้ความหมายนัก ซึ่งตามหลักการทำนา ก็จะต้องไถแปร หรือไถดะก่อน จากนั้นก็หว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว แล้วไถกลบอีกที เรียกว่า “ไถหว่าน” การทำนามีสองอย่างเหมือนกันครับ คือ นาดำ กับนาหว่าน ถ้าทำนาดำ ก็ทำแปลงเพาะพันธุ์ข้าวไว้ก่อน เมื่อไถนาเสร็จแล้ว จึงถึงไปถอนพันธุ์ข้าวในแปลงเพาะมาดำ เขาเรียกว่า ทำนาดำ ส่วนนาหว่าน หลังจากไถแปรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็นำเมล้ดพันธุ์ข้าวไปหว่าน จากนั้นก็ไถกลบอีกครั้ง เพื่อป้องกันหนู ปู มากินพันธุ์ข้าว การทำนาหว่านอาจจะยุ่งยากหน่อย เพราะเมื่อต้นข้าวโตขึ้นมา และการหว่านด้วยมืออาจไม่สม่ำเสมอ จึงต้องมาดำซ่อมให้เต็มพื้นที่ แม่กับผม และพี่สาวทุกคนจะคุ้นเคยกับการทำนาแบบ “นาหว่าน” การทำนาต้องประคบประหมไม่แตกต่างจากการทำอาชีพอื่น ข้าวโตขึ้นมาก็ต้องคอยดู ใส่ปุ่ย ดูปูมากัดกินหรือไม่ ถ้าโชคไม่ดี ฝนตกมากผิดปกติ ข้าวก็จมน้ำ เพราะเป็นการนำมาแบบตามธรรมชาติ ถ้าฝนมาน้อย ข้าวก็แห้งตายอีก สมัยก่อน ย่างเข้าเดือนอ้าย ประมาณมกราคม ข้าวเริ่มจะเป็น “ข้าวเม้า ออกรวงแล้ว แต่ยังไม่สุก แต่แก่พอประมาณ” จำภาพเก่าๆได้เช่นกันว่า สมัยก่อนโน้น แต่ละบ้านเขาจะปลูกข้าวเหนียวบ้าง เพื่อทำของหวานกิน เช่น ทำข้าวต้มมัด (ข้าวเหนียวห่อกล้วย) เป็นต้น แต่พอย่างเข้าเดือนอ้าย คนบ้านผมก็จะไปเก็บเกี่ยวข้าวเหนียว ที่พอเป็นเม้า (ไม่อ่อน ไม่แก้เกินไป) เพื่อนำมา “ทิ่มเม้า” หรือตำเม้า ได้เห็นภาพความสามัคคีของคนในหมู่บ้าน บ้านใครทิ่มเม้า ก็จะแห่กันไปช่วย แห่กันไปกิน สนุกสนาน ในยามค่ำคืน ทิ่มเม้า ไม่ใช่เรื่องง่าย เช้าไปเก็บข้าวเหนียวตามปริมาณที่ต้องการ นำมานวด ตากแดด บ่ายๆต้องเตรียมเรื่องอื่น เช่น ไปเก็บมะพร้าว (ไม่อ่อน-ไม่แก่ เหมือนกัน) มาเตรียมไว้ (ขูดด้วยเหล็กขูด หรือ กระต่ายนั้นแหละ) พลบค่ำถึงจะมารวมหัวกับ เริ่มจากการนำข้าวเหนียวที่ตากพอหมาดๆมาคั่ว คั่วพอหอมๆ นำมาทิ่ม หรือตำนั้นแหละ วิธีการ “ทิ่มเม้า” หรือตำข้าวเม้า ก็ต้องช่วยกันสอง-สามคน เช่น คนหนึ่งตำ คนหนึ่งคุ้ยด้วยไม้พาย หรือสองคนตำ หนึ่งคนคุ้ย ซึ่งสองหรือสามคนที่ทำหน้าที่ทิ่มเม้าจะต้องสามัคคีกัน ถ้าไม่สามัคคี หรือไม่พร้อมเพียงกัน ก็จะตำไม้เอาพาย หรือไม่ก็ตำเอาสากของอีกคนหนึ่ง ตำจนเนื้อข้าวเหนียว หรือข้าวเม้าแตก บานออก จากนั้นนำไปใส่ใน “ด้ง” ขวัด (ภาษากลางเรียกอย่างไรไม่รู้) เอาเปลือกออก จากนั้นนำข้าวเม้ามาคลุกกับน้ำตาล มะพร้าวอ่อน-แก่ ที่เตรียมไว้ ใส่น้ำเกลือเล็กน้อย กินพร้อมๆกันทั้งหมู่บ้าน โอ้ย หรอยๆๆๆ (อร่อย) ชีวิตครอบครัวผม ทั้งพ่อ แม่ และพี่ๆน้องๆ ทำนามาตั้งแต่ต้น ถึงหน้าเก็บเกี่ยวก็ไม่ง่าย เพราะเมื่อก่อนเก็บทีจะรวงเท่านั้น กว่าจะเสร็จ 30-40 ไร่ ใช้เวลา 2 เดือนกว่า ที่หลังสู่ฟ้าหน้าสู่ดิน แต่ เราก็สนุกกับการทำงานด้วยความสามัคคี เกี่ยวข้าวไปฟังหนังตลุงทางอากาศ ฟังลิเกทางอากาศ สมัยนั้น ลิเกคณะบุษบา ดังมาก มีบุษบาเป็นนางเอก มีประเทือง เสียงกาหลง เป็นพระเอก คนติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะเราเกิดมาในตระกูลชาวนา ครอบครัวผมมีพี่น้องตั้ง 8 คน พี่สาวของผมหลายคนจึงได้เรียนหนังสือแค่ ป. 4 ก็ออกไปทำนา ออกไปรับจ้าง ไปค้าขายบ้าง ผมเป็นคนโชคดี ปี 2518 หลังน้ำท่วมหนักภาคใต้ นาข้าวของครอบครัวเจ๊งหมดครับ พ่อแม่ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานจากนครศรีธรรมราช ไปปักหลักทำมาค้าขายที่ จ.สงขลา แต่ก็ไม่ทิ้งอาชีพเก่า ยังทำนาเหมือนเดิม ที่บอกว่าโชคดี เพราะครอบครัวย้ายไปอยู่สงขลา ผมจึงได้มีโอกาสเรียนต่อ ม.ศ.1-3 ที่โรงเรียนวชิรานุกูล และไปสอบเข้าเรียนต่อม.ศ.4-5 ที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ ในขณะที่พ่อแม่ พี่สาวก็ทำมาหากินด้วยการค้าขาย ทั้งที่ตลาดสดเทศบาลสงขลา และที่บ้าน ผมก่อนไปโรงเรียนก็ไปช่วยแม่จัดสินค้าที่จะขาย ซื้อสินค้ากลับมาให้พี่สาวขายที่บ้าน จบ ม.ศ. 5 ผมทบทวนอยู่นานมาก ระหว่างเรียนต่อกับพอแค่นี้ ถ้าพอแค่นี้แล้วเราจะประกอบอาชีพอะไรก็พอมองเห็นอนาคต ถ้าเรียนต่อจะเรียนอะไร ใครจะส่งให้เรียน ท้ายที่สุด ผมกัดฟันบอกกับแม่ว่า “แม่ครับผมจะไปเรียนต่อที่กรุงเทพ” แม่อึ้งไปนาน ผมไม่พูดอะไรต่อ รอแม่ตัดสินใจ แม่ก้มหน้าก้มตาเก็บสินค้าทีเหลือขายในตอนเย็น ผมย่ำกับแม่อีกครั้ง “ผมจะไปเรียนต่อรามคำแหง” แม่เริ่มตาแดง ถามผมกลับมาเหมือนมีก้อนอะไรสักอย่างติดอยู่ในลำคอว่า ต้องใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ ผมไม่รู้จักกรุงเทพหรอก ผมไม่รู้ว่าต้องใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ แต่เพื่อนเคยบอกว่า รุ่นพี่ขึ้นไปเรียนก่อนหน้านั้นบอกว่าใช่จ่ายประมาณเดือนละ 1000 – 1200 บาท ผมก็บอกไปตามนั้น ผมบอกแม่ว่า “ผมจะเรียนไปด้วย หางานทำไปด้วย” แม่ถามผมว่า “เรียนกี่ปีเนี่ย” ผมบอกไปว่า “4ปี ครับ 4 ปีจบปริญญาตรี รับเข้าเฝ้ารับพระราชทานปริญญาด้วยครับ” แม่เริ่มยิ้มเล็กน้อย เมื่อผมบอกว่า จะทำงานไปด้วย และเรียนจบรับปริญญา ผมคิดเอาเองว่า แม่คงอยากเห็นลูกเข้าเฝ้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นแน่แท้ แม่ไม่ตอบผมหรอก แต่ผมเข้าใจว่า แม่ตกลงให้ผมเข้ากรุงเทพ ไปเรียนต่อให้จบปริญญา ผมเตรียมเนื้อเตรียมตัว เดินทางเข้ากรุงเทพ ไปขึ้นรถไฟที่หาดใหญ่ แม่ให้เงินมา 1200 บาท ค่าโดยสารตอนนั้น 157 บาท ถึงกรุงเทพ ผมเหลือเงินติดมือไป 1000 บาท แม่ไปส่งผมที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ เมื่อรถไฟเคลื่อนออกจากสถานี ผมน้ำตาไหล เห็นแม่เดินหันหลังกลับ ในใจนึกแม่คิดว่า เราทิ้งแม่ไปหรือเปล่า รถไฟวิ่งมาถึงพัทลุง เป็นยามเย็น ที่แสงอาทิตย์เริ่มทอแสงแดงเรื่อ ผมนั่งมองไปตามเส้นทางรถไฟ ก็เต็มไปด้วยท้องนาเช่นกัน ทอดสายตามองไปด้วยตาที่เริ่มแดงเช่นกัน 5 ปีกับรามคำแหง ผมทั้งทำงานรับจ้าง ตั้งแต่ทำมุ้งลวด ประกอบตู้เย็น จัดทัวร์ เซลแมน แถมยังเป็นนักกิจกรรมตัวยงคนหนึ่งที่รุ่นนั้น ใครก็รู้จักผม แม้กระทั้งทุกวันนี้ ร.ศ.คิม ไชยแสนสุข อธิการบดีคนใหม่ของ ม.รามคำแหง ก็สนิทชิดเชื้อกับผมดี ผมเพิ่งจะได้เจอกับอาจารย์คิมเมื่อสัปดาหืก่อน ผมเข้าไปขอใช้หอประชมจัดงานหาเงินช่วยครอบครัว “วีระ ทองพงศ์” วีระ เป็นอดีตนักกิจกรรมรามคำแหง แห่งค่ายชาวเขา ออกจากรามเขาไปทำงานเอ็นจีโอ แต่งงานมีครอบครัว และลูก 2 คน แต่วันหนึ่งเส้นเลือดในสมองกลับตีบตัน วีระ ช็อคไปเป็นเจ้าชายนิทราจนถึงทุกวันนี้ ผมเข้าไปหาอาจารย์เพื่อขอใช้สถานที่จัดหาหาเงินไปช่วยวีระ งานแบบง่ายๆ ก่อนเที่ยงกินขนมจีน กาแฟ ฟังเพลงเบาๆ ตามด้วยทอร์คโชว์จากผองเพื่อน อาจารย์ยินดี และพร้อมเป็นประธานหาเงินให้ด้วย ผมเรียนจบรัฐศาสตร์บัณฑิต แม่และครอบครัวผมกัดก้อนเกลือกิน ส่งผมเรียนจนจบ ทุกคนดีใจมาก เพราะเป็นคนแรกของครอบครัว และคนต้นๆของตระกูลที่เรียนจบปริญญาตรี วันเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ทุกคนในครอบครัวมากันหมด ตั้งแต่ป้า น้า อา พี่ น้องแม้กระทั้งคนงานที่บ้านก็มากันครับ พ่อผมจากไปก่อน โดยยังไม่ได้เห็น และแสดงความยินดีกับลูกชาย เพราะพ่อผมเสียชีวิตไปเมื่อปี 2523 แค่ผมเริ่มต้นเรียนมหาวิทยาลัยเท่านั้นเอง เหลือแม่ และพี่สาวส่งเสียให้ผมเรียน และผมทำงานหาเงินเองด้วย ผมเดินย่ำหางานทำอยู่หลายเดือน และต่อเนื่องเป็นปี จากนั้น 6 เดือนเต็มผมปิดตัวเองอยู่กับหนังสือ เตรียมสอบปลัดอำเภอ ท่องหมดทุกตำราการปกครอง ท่ายที่สุด “เฮกันทั้งบ้านครับ” ผมสอบปลัดอำเภอได้ รอเรียกอยู่เกือบปี ไม่ทันกาลเสียแล้ว ผมตัดสินใจไปทำอาชีพใหม่ และเมื่อทางกรมการปกครองเรียกตัวมา ผมตัดสินใจไม่ไปรายงานตัวกับตำแหน่ง “ปลัดอำเภอ” ที่เคยไผ่ฝัน และทุกคนในครอบครัวก็รอคอยวันนั้นเช่นกัน ในฐานะนักรัฐศาสตร์ พี่ๆน้องๆของครอบครัวผมทุกล้วนแล้วแต่เป็นคนดี ไม่มีใครสร้างปัญหา หรือสร้างภาระให้สังคม พี่สาวคนโต ทำธุรกิจส่วนตัวขายไอติมอยู่ย่านฝั่งธนฯ พี่ชายรองลงมาเป็นตำรวจ อ.นาทวี จ.สงขลา พี่สาวถัดมาอีกก็เปิดร้านขายข้าวแกง อยู่สงขลา พี่สาวถัดมาก็ทำร้านไอติม อยู่ย่านดินแดง ผมเป็นคนกลางไม่บอกว่าทำอาชีพอะไร แต่ภรรยาก็เปิดร้านขายไอติม น้องสาวถัดจากผมเรียนจบเศรษฐศาสตร์บัณฑิต ทำงานเอกชนอยู่พักนึ่งก็ออกมาขายไอติม น้องสาวถัดมาอีกก็ขายไอติม น้องชายคนสุดท้องก็ขายไอติม (อยู่กับไอติมเกือบทุกคนครับ) เวลานี้ แม่ผมอายุ 80 ปีแล้วครับ ยังเป็นร่มโพธิ ร่มไทร ให้กับลูกๆ และหลานๆเหมือนเดิม ยังแข็งแรง ไหนมาไหนได้สบาย วันหนึ่งอยู่กับลูกคนนั้น วันถัดมาไปบ้านลูกคนโน่น ใครชวนไปทำบุญที่ไหนไปหมด หลานๆ เหลนๆบอกว่า ยาย ทวด อย่าตายนะ |
เรื่องราวเกี่ยวกับวันแม่อื่นๆที่น่าสนใจ
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.

